กรุงธนบุรี
พ.ศ. 2310 - พ.ศ. 2325
พ.ศ. 2310 - พ.ศ. 2325
กรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310 - 2325)
1) จุดเริ่มต้น: การเสียกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2310)
กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตก บ้านเมืองเสียหายหนัก
อำนาจส่วนกลางล่มสลาย หัวเมืองต่าง ๆ แยกตัวเป็นอิสระ
เกิดสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด” ไม่มีผู้นำรวมชาติ
2) ผู้กอบกู้: สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เดิมคือ พระยาวชิรปราการ (สิน) เจ้าเมืองตาก
ก่อนกรุงแตก ได้รวบรวมกำลังทหารฝ่าวงล้อมพม่าออกจากอยุธยา
ไปตั้งหลักที่ เมืองจันทบุรี เพื่อสะสมเสบียง อาวุธ และกำลังคน
จากนั้นยกทัพกลับมาตีพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น และ กอบกู้เอกราชได้ในปีเดียวกัน (พ.ศ. 2310)
3) การเลือก “ธนบุรี” เป็นราชธานี
หลังจากขับไล่พม่าได้ พระยาวชิรปราการไม่ได้กลับไปตั้งราชธานีที่อยุธยา เพราะ:
อยุธยาเสียหายหนัก ซ่อมแซมยาก
พื้นที่กว้างเกินไป ยากต่อการป้องกันในสภาพบ้านเมืองยังไม่มั่นคง
จึงเลือก “ธนบุรี” (บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา) เป็นราชธานีใหม่ เพราะ:
เป็นเมืองขนาดเล็ก ควบคุมง่าย
มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมและป้องกันข้าศึก
อยู่ใกล้ปากอ่าว สะดวกด้านการค้าและติดต่อกับต่างชาติ
มีป้อมปราการเดิมอยู่แล้ว (เช่น ป้อมวิชัยประสิทธิ์)
4) การสถาปนาเป็นกษัตริย์
หลังรวบรวมบ้านเมืองได้ พระยาวชิรปราการได้รับการยกย่องขึ้นเป็นกษัตริย์
ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช)
สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีในปี พ.ศ. 2310
สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310–2325) ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังการกอบกู้เอกราช ได้ขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวาง โดยสรุปอาณาเขตได้ดังนี้
ทิศเหนือ ถึงเมืองพิษณุโลก และบางช่วงอำนาจขึ้นไปถึงเมืองแพร่–น่าน
ทิศใต้ ถึงเมืองนครศรีธรรมราช และหัวเมืองมลายูบางส่วน เช่น ไทรบุรี
ทิศตะวันออก ถึงกัมพูชา (เขมร) เช่น เมืองพระตะบอง เสียมราฐ
ทิศตะวันตก ถึงเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด
สรุปคือ อาณาเขตกรุงธนบุรีมีความใกล้เคียงกับปลายสมัยอยุธยา โดยเน้นการรวบรวมแผ่นดินและหัวเมืองที่เคยแยกตัวให้กลับมาอยู่ใต้อำนาจอีกครั้งครับ
สมัยกรุงธนบุรี ไม่มีการจัดตั้งเมืองลูกหลวงแบบชัดเจนเหมือนสมัยอยุธยา
เหตุผลคือ บ้านเมืองอยู่ในช่วงฟื้นฟูหลังเสียกรุง พ.ศ. 2310 ยังไม่มั่นคง ต้องทำสงครามและรวบรวมอำนาจจากหัวเมืองต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงเน้นการควบคุมหัวเมืองโดยตรง มากกว่าการจัดระบบเมืองลูกหลวง 4 ทิศ
ดังนั้น โครงสร้างการปกครองจึงยังไม่เป็นแบบแผนถาวรเหมือนสมัยอยุธยา